10 สัญญาณร้ายที่ไม่ควรรอ โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช
ในแต่ละวันที่ตรวจคนไข้ทำให้ได้รับรู้เรื่องพิเศษหลายเรื่องอยู่เสมอครับ บางเรื่องเข้าขั้นน่าอัศจรรย์เสียด้วยซ้ำ ด้วยอาการป่วยแต่ละกรณีถ้าดูให้ดีแล้วจะเห็นถึงความพิเศษแม้แต่โรค"หวัด"ธรรมดาๆ ถ้าดูให้ดีก็จะเห็นความน่าสนใจที่ไม่เหมือนกันก็เพราะผมมองเห็นของผมเองว่า คนไข้แต่ละคนมีความพิเศษ เพราะเขาได้ดูแลสุขภาพมาในแบบต่างๆกัน มีการใช้ชีวิตมาไม่เหมือนกัน ดังนั้น การเจ็บป่วยแต่ละครั้ง จึงต้องดูแลรายละเอียดเรื่องการกิน-อยู่ที่ผ่านมาของคนคนนั้นด้วย จึงจะช่วยกันได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะโรคที่ดูเหมือนธรรมดาจะกลับกลายเป็น "โรคร้าย"ได้ ถ้าเราประมาทครับ เช่น
-คัดจมูกบ่อยๆ คิดว่าแค่เป็นหวัด แต่ที่จริงอาจกำลังมีหนองเซาะอยู่ในไซนัสเต็มกะโหลก (Pansinusitis) -ปวดหัวประจำทำให้คิดว่าเป็นไมเกรน ทั้งที่จริงอาจมีความดันสูงและเส้นเลือดพองใกล้แตกเต็มแก่ -จุกแน่นลิ้นปี่ไปหาหมอทุกที ก็ได้แต่ยาโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน แล้ววันดีคืนดีก็หัวใจวายไป เพราะอาการจุกนั้นคืออาการเตือนของ"หัวใจขาดเลือดรุนแรง (Severe Ischemic Heart Disease)"นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มของโรคธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเท่านั้น ที่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะว่า มันทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ถ้าแก้ไม่ทัน ยังมีโรคอีกมากที่ชวนให้ตกหลุมพราง มองเป็นโรคดาษๆที่เคยพบในคนไข้เยอะแยะทั่วไป แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย ดังนั้น การดูคนไข้อย่างละเอียดเป็น"รายคน"จึงเป็นสิ่งจำเป็น แม้จะต้องอุทิศเวลาในการตรวจคนหนึ่งถึงครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เพราะมันจะช่วยคนไข้ได้ถึงขั้น"รอดตาย"ครับและจะยิ่งดีที่สุด ถ้าเราทุกคนเองรู้ทัน"ได้ก่อนใคร"ไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะถึงมือหมออย่างเดียว จะช่วยได้ทั้งตัวเราและคนที่เรารักด้วย โดยเฉพาะกับสัญญาณที่จะช่วยชีวิตได้ดังต่อไปนี้ที่ทุกเสี้ยววินาทีมีค่าที่สุดครับ
1.พูดไม่ชัด อาการพูดอ้อแอ้ราวกับลิ้นคับปาก จู่ๆพูดไม่ชัด บางท่านร่วมกับหน้าเบี้ยวเล็กๆ ให้ระวังผู้ร้ายที่ “สมอง” อาจมีได้ทั้งเส้นเลือดตีบหรือแตกแทรกอยู่ในกะโหลกของท่านโดยไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าทิ้งไว้นานจะถึงกับ "อัมพาต"ได้นะครับ
2.ตาดับ ปุบปับเกิดมองไม่ชัดหรือ"มืดลง" ราวกับปิดม่าน ให้ระวังเรื่องฉุกเฉินของลูกตาครับ ท่านอาจมีเส้นเลือดในตาอุดตันเฉียบพลันหรือมีจอตาลอกหลุดผลัวะออกมาได้ โดยเฉพาะในผู้มีเบาหวานและความดันสูง ให้รีบไปห้องฉุกเฉินก่อน"โลกมืด"อย่างถาวรครับ
3.เจ็บอก เจ็บเล็กๆน้อยๆพอแปลบปลาบเวลาหายใจยังไม่เป็นไรครับ เจ็บที่อันตรายสุดคือเจ็บแบบ"แน่นเหมือนถูกทับ"พบร่วมกับอาการเหนื่อยและทำท่าจะ"วูบ"อย่างนี้มีเสี่ยงหัวใจขาดเลือดจนหยุดเต้นฉับพลันนะครับ ที่ต้องระวังอีกอัน คือ "จุกลิ้นปี่"คล้ายโรคกระเพาะก็มาจากหัวใจได้
4.จุกลิ้นปี่ มาต่อทันทีจากเจ็บอกเพราะเป็นอาการจุกที่อัพเลเวลเป็น "จุกมฤตยู"ไปได้ง่ายๆถ้ามัวแต่คิดว่าเป็นโรคกระเพาะ ให้สังเกตว่ากินยากระเพาะเท่าไรก็ไม่หาย แถมยังเป็นบ่อยขึ้นในช่วงหลัง และร่วมกับการออกแรงเหนื่อยด้วย
5.ปวดท้องทะลุหลัง อาการปวดแน่นท้องจนร้าวทะลุหลัง ไม่ได้เกิดจากการทุรยศแทงข้างหลังแต่อย่างใด แต่เป็นอาการฉุกเฉินของ"ถุงน้ำดี"ที่อาจมีอุดตันหรืออักเสบรุนแรงขึ้นครับ รวมถึง"ตับอ่อนอักเสบ"ที่ทำให้ปวดรุนแรงร้าวรานเช่นนี้ได้ เป็นภาวะที่ต้องรีบรู้ให้ทันก่อนครับ
6.ปวดไส้ติ่ง เรื่องนี้ใครก็ทราบว่าฉุกเฉิน แต่ไส้ติ่งอักเสบในหลายคนยังเดินเหินได้ปกติ มีสัญญาณปวดที่ควรระวัง คือ ท้องแข็งเกร็ง กดพุงแล้วเจ็บเวลาปล่อยมือ เดินกระเทือนเจ็บรุนแรงจนเดินไม่ไหวและมีไข้ซึมลง พวกนี้คือ"ไส้ติ่งแตก"ครับ
7.ไม่ถ่ายไม่ระบาย เรื่องนี้ดูเหมือนง่ายจนไม่เข้าข่ายฉุกเฉิน แต่จริงๆแล้วมีข้อให้สังเกตอยู่ 3 ประการคือ ไม่ถ่าย ไม่ระบายลมและคลื่นไส้อาเจียน ทั้ง 3อาการ นี้ คือภาวะฉุกเฉินของลำไส้อุดตันที่อาจเกิดจาก"มะเร็ง"ก็ได้ครับ
8.ปวดหัว ตามัว และคลื่นไส้ เป็นอันตรายที่ซ่อนอยู่ใน "กะโหลก"ครับ นี่คือ อาการของสมองที่มีปัญหา ว่ามีความผิดปกติซุกอยู่ภายใน และเป็นชนิดที่ต้อง "รีบแก้"ให้ทันท่วงทีด้วย อย่าง เส้นเลือดสมองตีบ ตกเลือดในสมองหรือเนื้องอกก้อนโตครับ
9.ปวดท้องเหมือนจะเป็นลม ระวังเรื่อง"ตกเลือด"ในช่องท้องให้ดีโดยเฉพาะท่านที่รับประทาน "แอสไพริน"เป็นประจำ จะทำให้มีเลือดรั่วอยู่ในท้องได้ทีละน้อยๆและ เมื่อกลายเป็นแผลใหญ่ภายในก็จะทำให้ถึงกับหน้าซีดเหงื่อออกและ "ช็อค"ได้
10.น้ำหนักลดมากกว่า 2 กิโลต่อเดือน เป็นสัญญาณอันตรายถึงเรื่อง "มะเร็ง"ที่ทำให้น้ำหนักลดได้มาก เป็นเรื่องที่ต้องทราบเร็วอีกเหมือนกันครับ ส่วนอีกโรคที่เป็นได้คือ "ไทรอยด์เป็นพิษ"ซึ่งมีผลให้น้ำหนักลดมากทั้งที่ไม่ได้เบื่ออาหารครับ
นอกจาก 10 อาการที่ว่านี้ ยังมีสัญญาณฉุกเฉินแบบมโนสาเร่อีกมาก ขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวคนไข้เป็นรายๆไป เป็นต้นว่าคนไข้เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองหรือรูมาตอยด์ก็อาจต้องระวังภาวะฉุกเฉินจากติดเชื้อรุนแรง โลหิตเป็นพิษ หรือคนที่ป่วยด้วยโรค"ลดความอ้วน"ก็อาจ "ช็อค"ได้จากการล้วงคออาเจียนจนขาดเกลือแร่แล้วหัวใจหยุดเต้นสิ่งเหล่านี้ขึ้นกับเรื่องสำคัญเพียงเรื่องเดียวก็คือ"การสังเกต"ครับ หลายครั้งที่คนไข้สังเกตรู้ได้ไวกว่าคุณหมอเสียอีก เพราะเราอยู่กับตัวเองหรือคนที่เรารักได้ใกล้ชิดกว่า ซึ่งนั่นจะช่วยคุณหมอได้มาก ที่สำคัญ คือช่วยชีวิตตัวเองได้อย่างน่าภูมิใจครับ